Einstein

einsteinsee
ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น

เมื่อสักครู่ลงไปหาข้าวเย็นกินข้างล่างมา แต่ว่าแม่ไม่อยู่ ก็เลยต้องออกไปซื้อข้าวกินเองที่ Big C ขากลับมาก็ได้อะไรติดไม้ติดมือมาพอสมควร แล้วกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ก็เห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่เตียงแม่ข้างล่าง เป็นหนังสือที่หยิบมาให้ดูข้างบนนี่แหล่ะครับ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ก็เลยหยิบมาเปิดอ่านเล่นสักหน่อย อ่านไปได้ถึงหน้า 34 ก็นึกอะไรขึ้นได้ ก็เลยปิดแล้วขึ้นมาเขียนไว้สักหน่อย

“Why is it that nobody understands me, yet everybody likes me.”
- Albert Einstein

เคยได้ยินพี่แทนกับพี่จ็อบเล่าให้ฟังครับ ว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ ทฤษฎีสัมพันธ์ภาพ โฟโต้อิเล็กทริค หรือแม้แต่วิชาอื่นเช่นชีวะ ฟิสิกส์ เคมีนั้น ล้วนแล้วแต่มีการกล่าวถึงไว้ในพระไตรปิฎกแล้วทั้งสิ้น วันนี้ก็เพิ่งจะได้อ่านหนังสือที่เขียนถึงเรื่องนี้โดยตรงจริงๆ น่ะครับ หนังสือเล่มนี้ก็มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของการกล่าวอ้างไว้อย่างถี่ถ้วนด้วย ว่าเอามาจากคัมภีร์เล่มไหน หนังสือเล่มไหน ทำไว้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ สมกับเป็นหนังสือทีทันตแพทย์เขียน แต่อ่านไปแล้วก็คิดอะไรได้อย่างหนึ่งครับ

“The fear of death is the most unjustified of all fears, for there’s no risk of accident for someone who’s dead.”
- Albert Einstein

ไอน์สไตน์ค้นพบว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป และในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิตของเขานั้น เขากำลังพยายามที่จะหยุดเวลาเพื่อรวมแรงฟิสิกส์ทั้ง 4 เข้าไว้ด้วยกัน (Grand Unified Theory) ซึ่งนักฟิสิกส์ทั้งหลายว่ากันไว้ว่า ถ้าค้นพบทฤษฎีที่สามารถอธิบายแรงทั้ง 4 ชนิดได้พร้อมๆ กันแล้วนั้น การเหาะเหินเดินอากาศนั้นก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่แน่ถ้าไอน์สไตน์มีชีวิตยืนยาวขึ้นอีกสัก 10 หรือ 20 ปีนั้น ตอนนี้เราอาจจะได้นั่งรถบินได้เหมือนในหนังกันแล้วก็ได้ครับ แต่เจ้าทฤษฎีที่ว่านี้ นักฟิสิกส์เขาบอกว่า จะค้นพบได้ ก็ต้องหาวิธี “หยุดเวลา” ให้ได้เสียก่อน ซึ่งจากความรู้ฟิสิกส์ที่เรียนมา การ “หยุดเวลา” นี่จะเกิดได้ เราก็ต้องเดินทางให้เร็วเท่าแสงนั่นล่ะครับ ถึงจะเรียกว่าหยุดเวลาได้

“เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่านเล่า จงหยุดเถิด”

รู้สึกคุ้นๆ ไหมครับ อันที่จริงท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ได้สื่อถึงอาการ “หยุด” ของเวลาโดยตรงแต่เป็นการหยุดของ “จิต” หรือถ้าจะพูดตามในหนังสือของคุณสมแกก็ต้องบอกว่า “จิตหยุดเวลา” นั่นเองครับ เมื่อเวลาหยุดก็จะเกิดอนันตปัญญาได้ (ปัญญาอันไม่มีที่สิ้นสุด) อันเป็นสิ่งที่ท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบนั่นเอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมองคุลิมาลถึงวิ่งไล่ยังไงก็ไม่ทัน ถ้าอยากรู้ก็ลองกลับไปเปิดหนังสือเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพดูเอาแล้วกันครับ เมื่อวัตถุมี dt = 0 ใครจะไปวิ่งตามทันได้ล่ะ ถ้าไม่หยุด อิอิ

ยกเรื่องฟิสิกส์มาให้งงเล่น แต่ว่าหนังสือข้างบนนั้นอธิบายไว้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ ถ้าใครสนใจก็ไปหามาอ่านได้ แต่อันที่จริงแล้ววันนี้ไม่ได้จะมาพูดถึงเรื่องในหนังสือหรอกครับ

“เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่านเล่า จงหยุดเถิด”

สิ่งที่นึกได้ตอนอ่านหน้า 34 อยู่นั้น ก็คือสิ่งที่ท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการบอกกับเรานั่นเองครับ ถ้าถามผมแล้ว ก็อยากจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ถ้าอยากจะหาเอาแก่นแท้อะไรออกมา เทียบกับหนังสือธรรมะดีๆ อย่างของท่านพุทธทาสนั้น หาเอาแก่นแท้อะไรออกมาไม่ได้เลยน่ะสิครับ ผมก็เลยเลิกอ่าน วางมันไว้ที่บนเตียงที่เดิม แล้วก็ขึ้นมาเขียนสิ่งที่คิดได้ตรงนี้เสียหน่อย

พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าให้นับถือ มีแต่พระเจ้าที่เป็น “ครู” สอนวิชาความรู้ให้กับเรา ไอน์สไตน์เป็นคนที่ไม่มีศาสนา แต่ลองถามเขาดูว่าเขาชอบศาสนาอะไรมากที่สุด เขาตอบว่า “พุทธศาสนา” ครับ และเขาก็มักจะเทียบสิ่งต่างๆ ทีเขาค้นพบ กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ศาสนาแห่งจักรวาล” ตลอดเวลาเลย เขายังเคยกล่าวไว้เลยว่า ศาสนาอย่างศาสนาคริสต์ที่เป็นปรปักษ์กับวิทยาศาสตร์นักนั้น ก็เพราะมันไม่มีหลักเหตุและผลอะไรให้พิสูจน์ได้จริงอย่างพุทธศาสนานั่นไงล่ะครับ เอ่อถ้าเกิดว่ามีใครนับถือคริสต์ก็ขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ ไม่ได้เจตนาไม่ดี แต่ลองไปหาอ่านคำพูดของคุณอัลเบิร์ตแกเอาแล้วกันครับ น่าจะมีเขียนไว้

อาจจะเป็นความรู้สึกของผมคนเดียว แต่ผมรู้สึกว่าด้วยความที่คุณสม คนเขียน แกเป็นทันตแพทย์ ก็เลยเหมาเอาเองน่ะครับ ว่าแกต้องการจะแบ่งปันความน่าอัศจรรย์ตรงนี้ให้กับเรา ด้วยความที่แกเป็นคน “วิทยาศาสตร์” คนหนึ่ง แต่ในความรู้สึกของผม การอ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านไปแล้วจะทำให้เกิดความงมงาย แล้วเชื่อในพุทธศาสนาอย่างผิดๆ มากกว่าที่จะทำให้กระตุกต่อมความคิด หรือเตือนสติอย่างที่ท่านพุทธทาสเขียนน่ะครับ อาจจะเป็นเพราะผมอ่านไม่จบก็ได้ แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณสมแกตั้งใจในตอนท้าย ผมก็พอจะรู้ล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องอ่าน ว่าตอนจบแกจะเขียนว่าอะไร ดูจากสารบัญก็รู้แล้ว

พุทธศาสนาสอนให้เราหัดสังเกตุความเป็นไปอันไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเรา และอย่าไปยึดติดกับมันครับ มันจะบังเอิญไปเหมือนไอน์สไตน์หรือใครก็ช่างมันเถอะครับ ถ้ามันไม่ได้ทำให้เราเกิดปัญญา เกิดสติมากขึ้นกว่าที่เป็น ถ้าจะอ่านหนังสือสักเล่มตอนนี้ ก็ต้องขอหนังสือที่เปิดหูเปิดตาเราให้กว้างกว่าที่เคยเป็นท่าจะดีกว่าครับ ข้อมูลและข้อเท็จจริงอะไรนั่น มีอยู่จนล้นหัวสมองและ Internet แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอ่านหนังสือให้มากมายเลย ถ้าจะอ่าน ก็อ่านเพื่อให้ “เข้าใจ” มากขึ้นท่าจะดีกว่าครับ

ป.ล. จริงๆ แล้วคือกลัวจะเสียเวลาอ่านไปอีกหลายชั่วโมงนั่นแหล่ะครับ ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเตรียมไปค่ายเลย หุหุ

One Comment

  1. สังเกตว่า พักนี้ คนรุ่นเราๆ สนใจธรรมะกันเยอะเนอะ

    y i n g +.+

Leave a Reply