Fat

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมาครับ เข้าเฝ้าเพื่อเข้าไปรับถ้วยรางวัลพระราชทานจากการที่ได้ที่ 1 Imagine Cup 2009 ประเทศไทยมาครับ รู้สึกโชคดีมาก เพราะว่าเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่ Imagine Cup จะได้ถ้วยพระราชทาน ปีต่อไปจะเป็นการเวียนถ้วยเอาครับ

ถ้าใครได้ดูข่าวในพระราชสำนักตอนเย็นวันนี้ ก็จะเห็นผมเข้ารับพระราชทานรางวัลครับ แต่ว่านอกจากไปรับพระราชทานรางวัลแล้ว ก็ยังได้ฟังท่านเล่าถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ได้ไปทำมาครับ เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ จังหวัดโน้น จังหวัดนี้ โครงการโน้น โครงการนี้ ก็ได้เห็น ได้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างจากมุมมองของท่านที่อยู่สูงกว่าเรามาก ท่านมองประเทศไทยแบบมองประเทศไทยจริงๆ นะครับ

และเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือ Here Comes Everybody: The Power of Organizing without Organization ครับ ถ้าใครอยากอ่าน มายืมไปอ่านได้นะครับ เขาเขียนถึงเรื่องการเปลี่ยนเปลงทางสังคมที่เกิดจากเครื่องมือทาง Social Network และทฤษฏีทางสังคมวิทยา (Sociology) ที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าเขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และใช้ตัวอย่างที่ Update สุดๆ เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook หรือแม้กระทั่งข่าวที่ประเทศไทย Block สื่อก็มี อ่านแล้วได้เปิดหูเปิดตามากเลยทีเดียวครับ

ในเล่มนี้เขาอ้างถึงทฤษฎีอันนึงที่เรียกว่า Power law distribution ครับ มันอธิบายได้ง่ายๆ ด้วยกราฟอันนี้:

FileLong tail

ไม่ต้องตกใจนะครับ กราฟมันดูคณิตศาสตร์ๆ แต่หลักการจริงๆ แล้วมันง่ายมาก

ตัวอย่างง่ายๆ ของ Power law distribution ก็ได้แก่ Amazon นั่นเองครับ ของที่ขายดีที่สุดของ Amazon เช่นหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ หรือว่าทไวไลท์ อะไรเทือกนี้มันย่อมขายดีเทน้ำเทท่าอยู่แล้วใช่ไหมครับ หนังสือพวกนั้นก็เปรียบได้กับฝั่งสีเขียวในกราฟครับ แต่จริงๆ แล้ว Amazon นั้นมีหนังสือขายอยู่กี่เล่มครับ? มากมายหลายแสน หรืออาจจะล้าน สิบล้าน ก็ไม่รู้ได้ครับ แต่หนังสือพวกนั้นก็คงขายไม่ดีเท่าหนังสือที่ว่ามาข้างต้นแน่ๆ หนังสือพวกนั้นก็เปรียบได้กับฝั่งสีเหลืองของกราฟครับ ซึ่งเขาเรียกเจ้าฝั่งสีเหลืองเนี่ยว่าเป็นฝั่ง Long tail หรือว่าฝั่งหางยาวนั่นเอง

จริงๆ หลักการนี้จะคล้ายๆ กับอีกหลักการหนึ่งที่อาจจะเคยได้ยินในอีกชื่อหนึ่งว่า Pareto principle หรือว่า 80/20 rule ครับ อธิบายง่ายๆ ว่า ผลงาน/ผลผลิตจากกลุ่มส่วนใหญ่มักจะทำโดยคนที่สำคัญๆ เพียงส่วนน้อยเท่านั้นครับ ตัวอย่างเช่น Wikipedia คนที่ทำให้เกิดบทความหน้านึงขึ้นมาได้นั้น คงจะมีเพียงไม่กี่คน คือคนที่เริ่มเขียนตอนแรก และคนที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ (20%) เท่านั้น แต่แม้กระนั้นบทความใน Wikipedia ก็ยังมีคุณภาพสูงได้ ก็เพราะว่าคนที่เหลือ (80%) ได้ช่วยกันเรียบเรียง แก้คำผิด ขยายความ ฯลฯ นั่นเองครับ

Fat what?

จริงๆ แล้วข้างบนไม่ค่อยเกี่ยวกับสิ่งที่จะ Blog เท่าไหร่ แต่อยากจะเอามาแชร์ให้อ่านกันเท่านั้นล่ะครับ จริงๆ แล้วพอได้ฟังเรื่องราวจากในวังมา ก็เลยนึกขึ้นได้อย่างนี้ครับ:

Thailand_longtail

เคยเห็นโฆษณาอันนึงที่เขียนว่า “If you’ve never been to Bangkok, you’ve never been to Thailand” รู้สึกอย่างนั้นเลยครับ ผมว่ามันมีช่องช่องใหญ่มากอยู่ระหว่างคนกรุงเทพฯ กับคนต่างจังหวัด

ผมกำลังรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะพัฒนาไปเท่าไหร่ ประเทศไทยก็ยังคงเป็นแบบเดิมครับ:

Thailand_grow

Fattify

ก็เลยคิด ได้ว่า ถ้าเกิดจะมีวิธีไหนที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญได้จริงๆ มันคงจะต้องสลับลูกศรกันเป็นแบบนี้ครับ:

thailand_fat

คือเรียกง่ายๆ ว่าควรจะให้คนที่มีศักยภาพนั้น ออกไปพัฒนาชนบท ชานเมือง ชายแดน บ้านเมืองของชาวไทยส่วนใหญ่ซะบ้าง (ผมด้วยล่ะคนนึงอันที่จริง)

หรือไม่อีกวิธีหนึ่งก็คือต้องทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้นมาเองได้ไปพร้อมๆ กันครับ

thailand_fat2

ผมว่าประเทศไทย “สูง” พอแล้วครับ เรามีนักวิชาการเต็มกรุงเทพฯ แล้ว มีเด็กเรียนจบเมืองนอกมากมาย รางวงรางวัลทั้งหลายแหล่ เด็กไทยก็ไปคว้ามาจนลงข่าวแทบไม่เว้นทุกสัปดาห์

แต่ชาวบ้าน ชาวนา เขาได้ประโยชน์อะไรจากคนที่อ้างว่า “มีการศึกษา” อย่างเราๆ ท่านๆ บ้างล่ะครับ ให้เดาผมก็คงตอบอย่างขวานผ่าซากว่า “ไม่ได้อะไรเลย” จริงไหม?

จะมีอะไรที่ผมจะทำได้ตอนนี้ในฐานะผู้ที่เขียนโปรแกรมเลี้ยงท้องก็คงเป็นการสร้างซอฟแวร์ขึ้นมานั่นแหล่ะครับ แต่สิ่งที่จะทำต่อไปนี้ก็คือคิดไปด้วยในการสร้างซอฟแวร์แต่ละตัว ว่าสิ่งที่ทำขึ้นมา ชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินนั้นเขาจะได้อะไรไหม

ผมเสนอวิธีง่ายๆ:

  • ไปหา Here Comes Everybody ของคุณ Clay Shirky มาอ่านซะ แล้วเอาความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
  • ดูข่าวพระราชสำนัก หรือหาใส่ไปใน Feed Reader ซักอัน แล้วดูว่าพระองค์ไหนเสด็จไปที่ไหนมา แล้วเราก็ตามไปค้นดูว่าท่านไปที่นั่นเพราะอะไร ทำไมถึงต้องไปที่นั่น แค่นี้ก็คงจะรับรู้ถึงปัญหาของชาวไร่ ชาวนา ได้บ้างแล้วล่ะครับ

ทำให้ประเทศไทย “อ้วน” กันดีกว่านะครับ ผมว่าด้วยภูมิปัญญาและเทคโนโลยีที่มีอยู่ มันไม่ได้ยากเลย ขาดกันแค่จิตสำนึกเท่านั้นแหล่ะครับ

Comments
Comment from m3rlinez - June 24, 2009 at 12:29 pm

ขอแสดงความยินดีเรื่องการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งที่อิยิปต์ก่อน :D ! ไม่ได้ตามข่าวของปีนี้ลย

ตัวอย่าง Fatification ที่ผมเห็นในปัจจุบันคงเ็ป็นเรื่องการบังคับแพทย์จบใหม่ให้ไป “ใช้ทุน” ตามโรงพยาบาลที่กำหนดตามพื้นที่ต่างๆมั้งครับ

สำหรับ Role แบบเราๆการทำตามที่บอกก็คงช่วยได้อย่างนึง :)