Protected: My say
พรุ่งนี้คงจะเรียกได้ว่าเป็นการทำงานวันแรกของรุ่นเรา เพราะเป็นโครงการใหญ่โครงแรกที่ต้องช่วยกันทำ มันคือโครงการค่าย Chevron นั่นเอง หวังว่าคงไม่ติดใจเรื่องเรียกว่ามันเป็นค่าย เพราะยังไงมันก็คล้ายๆ กัน ภาษาควรจะเป็นเครื่องมือของเรา ไม่ใช่ให้เราเป็นทาสของภาษานะครับ ใครจะเรียกอย่างไรก็ไปเรียกที่อื่น ผมจะเรียกค่าย ถ้าผมเลิกเรียกว่ามันเป็นค่ายแล้วงานมันดีขึ้น เพื่อนๆ สนิทกันมากขึ้น วันนั้นแหล่ะผมถึงจะเลิกเรียกว่าค่ายนะครับ เอาเถอะ เข้าเรื่องดีกว่า
แอบตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะว่าพรุ่งนี้คงได้เริ่มทำงานกันจริงๆ หลังจากที่ได้คุยกันแค่ในที่ประชุม และบนกระดาษ ไ่ม่ได้ออกไปปฏิบัติออกไปทำอะไร แต่ในความตื่นเต้นนั้นก็มีความกังวลเล็กๆ อยู่เหมือนกัน เพราะว่าโครงงานนี้ต้องทำงานร่วมกับคนทำงาน ซึ่งก็คือพี่ๆ จากบริษัท Chevron นั่นเอง
ถ้าเกิดว่าไม่อยากรู้สึกไม่ดีกับโครงงานนี้ก็ปิดไปซะนะครับ อย่าอ่านมันเลย แต่ถ้ายังดันทุรังตั้งใจจะอ่านต่อไป ก็อย่ามาโกรธ อย่ามาว่าผมแล้วกัน นี่เป็นความเห็นของผม ถ้าจะคุยกัน ผมฟังเหตุผลเสมอครับ แต่อารมณ์ขอให้เอาไปไว้ที่อื่นก่อน ถ้ารู้ตัวว่าทำไม่ได้ก็อย่าอ่าน
มาตรฐานการทำงานของบริษัท กับมาตรฐานการทำงานของชมรมอย่างเรามันต่างกันพอสมควร เมื่อทำงานกับผู้ใหญ่ เวลาเขาสั่งงานหรือต้องการอะไร หรือว่าเวลาที่มีอะไรที่ไม่พอใจ เขาก็บอกกันอย่างคนทำงาน งานก็คืองาน ต้องทำออกมาให้ดี ต้องทำออกมาให้เจ้านายพอใจ แต่ชมรมเรามันไม่ใช่อย่างนั้น เราทำงานกัน ก็ด้วยจุดมุ่งหมายบางอย่างร่วมกัน และเราทำงานกันอย่างเพื่อน จริงอยู่ว่างานมันก็ต้องทำ แต่เวลาเราพูดคุยกัน เราก็คุยกันอย่างเพื่อน เวลาเราวางแผนงาน เราก็นึกถึงเพื่อนๆ นึกถึงส่วนรวม เวลาเราวางตำแหน่งว่าใครจะทำอะไร เราก็คิดถึงคนที่เขาจะมาทำเป็นหลัก ว่าเขาอยากทำหรือเปล่า วัฒนธรรมการทำงานแบบนี้ ผมว่ามันกำลังถูกทำลายพร้อมกับการทำงานร่วมกับพี่ Chevron เพราะจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ ต้องทำออกมาให้ดีเยี่ยม ให้พี่ๆ พอใจเท่านั้น ไม่งั้นก็อย่าทำ ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันกำลังทำลายชมรมของเราลง
อาจจะเป็นอุดมการณ์โง่ๆ ของผมคนเดียวก็ได้ ที่คิดว่าชมรมน่าจะเป็นที่ที่ให้เราได้รู้จักกัน เป็นที่ที่มีเพื่อนที่คิดเหมือนกันกับเรา เพื่อนที่ชอบทำกิจกรรมเหมือนกัน ไม่ใช่ที่ฝึกงาน ไม่ใช่ที่ทำมาหากิน ที่จะต้องปฏิบัติตามกฏข้อบังคับอะไรของใคร
พรุ่งนี้จะไปค่ายแล้ว แต่ผมเพิ่งรู้วันนี้ ว่าพี่ Chevron ไม่อยากให้เอา Notebook เข้าไปเพราะกลัวหาย แล้วพวกเราก็เลยบอกน้องๆ ไปว่าไม่ให้เอา Notebook เข้าไป ฐานน้องโป้งที่เขาอยากเอาเกมส์สนุกๆ ไปเปิดให้น้องเล่นก็ไม่ได้ ผมว่ามันไร้สาระสิ้นดี Notebook ของผม ผมก็รู้ครับ ว่าเอาเข้าไปน่ะมันก็มีโอกาสหาย มีโอกาสพังได้ แต่ผมประเมินด้วยตัวผมเองแล้วว่า ความเสี่ยงเล็กน้อยมันคุ้มค่ากับการเอาเข้าไปช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ผมไม่ได้เอาเข้าไปเล่นเกมส์ หรือเอาเข้าไปเปิดเพลงฟังเสียหน่อย แล้วในที่แบบนั้นใครเขาจะมาขโมยครับ ผมว่าบนชั้น M นั้นยังมีสถิติการโดนขโมยเยอะกว่าที่พิพิธภัณฑ์แน่ๆ แล้วเหตุผลในการห้ามมันก็ฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย พี่ๆ Chevron ไม่อยากให้เอาเข้าไป เพราะพี่กลัวของที่ไม่ใช่ของพี่หาย หรือว่ากลัวหัวหน้าด่ากันแน่ครับ
จริงๆ ก็มีเรื่องอื่นอีก ที่ผมไม่เห็นด้วย อย่างเช่นเรื่องของประดิษฐ์ ที่พี่ Chevron เขาบอกว่า ไม่อยากให้เอาคนนอกเข้ามาเกี่ยว มันก็จริงอยู่น่ะครับ แต่หน่วยงานที่เอามานั้น ก็เป็นหน่วยงานของราชการ ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตที่ไหนเลย แล้วบริการของเขานั้น ก็มีวัสดุอุปกรณ์ มีวิทยากร มีความรู้มามอบให้เรียบร้อยทั้งหมด ซึ่งผมขอถามเลยว่าพี่ฐานของเราจะนำเสนอสิ่งประดิษฐ์นี้ให้น้องได้ดีเท่าวิทยากรของเขา ซึ่งทำมาแล้วหลายร้อยรอบ สอนน้องมาแล้วหลายต่อหลายโรงเรียนได้เหรอครับ ของประดิษฐ์ที่เราทำก็เป็นแค่รถติดใบพัด แต่ของเล่นของเขานั้นเป็นเครื่องบิน แถมมีรีโมทบังคับ แล้วยังได้ความรู้ ได้จุดประกายน้องเยอะกว่าอีกด้วย บวกกับเบางานไปได้เยอะ เพราะไม่ต้องทำเอง แต่ก็ไม่เอากัน เพราะเหตุเพียงว่าเขาเป็นคนนอกที่เชื่อถือได้ และพี่ Chevron บอกว่าไม่เอา? (ไม่ได้พิมพ์ผิด)
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด โครงงานนี้เป็นโครงงาน “ร่วม” ไม่ใช่เหรอครับ ไม่ใช่โครงงานของ Chevron แล้วเราไปเป็นเบ๊ทำให้เขา ทำทุกอย่างที่เขาอยากได้ โดยไม่ต้องฟังเหตุผลของเรา เราไม่มีสิทธิคิด ไม่มีสิทธิเลือกทำ ทุกอย่างต้องไปให้พี่ๆ Chevron ลงมติก่อน ถ้ามีิติอะไรนิดหน่อย ก็ต้องแก้ เราไม่มีสิทธิออกเสียงว่าเห็นด้วยหรือไม่ งั้นสินะครับ
ผลที่เกิดขึ้นตามมานั่นก็ืคือ อีกไม่นานชมรมเราก็คงจะกลายเป็นเหมือนชมรมอื่นๆ บนตึกจุล กลายเป็นเหมือนอบจ. กลายเป็นเหมือนสภานิสิต ที่ำทำงานกันเป็นบริษัท ทุกคนกลายเป็นพนักงาน แทนที่จะเป็นเพื่อนกัน ประชุมสรุปงานกันที ก็จะต้องมีคนร้องไห้ ต้องมีคนรู้สึกไม่ดี ทั้งหมดนี่มันเพื่ออะไรกันครับ?
แต่ก่อนค่ายเรา โครงงานต่างๆ ของพวกเราก็ดำเนินกันไปได้ ไม่ต้องพึ่ง Chevron เราก็หาเงินกันได้ แต่นี่กลับกลายเป็นเราทำกันไปเพื่อเห็นแก่เงินมาก่อน
ถ้าอย่างน้อยแค่มีคนบอกกับผมซักคนว่า “ทำๆ ไปเหอะ เขาจะได้ให้เงินเรามาทำ่ค่าย” ผมก็คงจะเห็นด้วย แต่ตอนนี้มันรู้สึกเหมือน “ทำๆ ไปเหอะ ก็ปีก่อนๆ เขาทำกันมา” มากกว่า
เอาเถอะครับ ยังไงเสียผมก็ไม่ได้ช่วยทำอะไรเท่าที่ควร เอาเป็นว่าขอบ่นหน่อยแล้วกันนะ
Home
Photos
About Me
Subscribe
เท่าที่มาอยู่ที่ Chevron ได้เกือบเดือน แม้ว่าจะอยู่คนละแผนกกะฝ่ายให้ทุน แต่ก็พอรู้มาบ้างว่านโยบายหลักคือ “ความปลอดภัย” หรือที่เค้าพูดกันว่า ให้ทำในสิ่งที่ปลอดภัย หรือหลีกเลี่ยงที่จะทำในสิ่งที่ไม่ปลอดภัยมันซะเลย อะไรประมาณนั้น
แต่ก็คิดว่าเป็นคนละประเด็นกะเรื่องนี้ … เรื่องให้ความรู้น้องๆ คือประเด็นสำคัญในค่ายนี้ไม่ใช่เหรอ (ให้ความรู้หน่อยๆ และสนุกด้วย)
เท่าที่ได้เห็นจากปีที่แล้ว คำพูดติดปากของคนในชมรมคือ …”… วันนี้เราหงอยๆ กันจัง ไม่ค่อยกระตือรือร้น …. ยังไงก็พยายามทำให้ดีขึ้นหน่อยนะ”
บริษัท Chevron เป็น บ.ต่างประเทศ ทำให้ต้องประชาสัมพันธ์ และสร้างภาพกันบ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี และมีคุณค่าต่อสังคม แบบว่าคู่แข่งอย่าง ปตท. ที่มีคำขวัญประจำว่า “พลังไทยเพื่อไทย” ก็เห็นจะไม่ต้องสร้างภาพอะไรมาก
และอีกอย่าง chevron เองก็เป็นบริษัทที่พึ่งจะใหญ่ในเมืองไทย ด้วยเหตุที่ว่า Take Over บ.Unocal มา เลยต้องแนะนำบริษัทบ้าง แต่บางเรื่องจากบุคคลบางบุคคลทำให้ภาพลักษณ์บริษัทจากดีอาจจะกลายเป็นเห็นแก่ตัวไปเลยก็ได้ อันนี้เป็นจุดที่เค้ายัีงไม่ได้คิดถึง แม้เราจะเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ ก็ตาม
คนที่มีเงินและอำนาจจะลืมคิดถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เสมอล่ะ ทุกงานก็ย่อมมีปัญหานั่นแหละ ถือซะว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนก็แล้วกัน
แต่แผนกเรามีแต่คนน่ารักๆ นะ
ปีนี้ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ทำค่ายด้วย เพราะติดภารกิจที่บริษัทนี้แหละ
คำพูดติดปากน่ะ ที่จริงเขียนไว้ว่า “พี่ๆ Chevron เค้าบอกมาว่า…. ” แต่พอดีใส่วงเล็บ ข้อความมันเลยหายไปน่ะ
“ทำๆ ไปเหอะ ก็ปีก่อนๆ เขาทำกันมา”
โดนอีกแล้ว
ปล. อยากคุยกับชาเรื่องกิจกรรมของ”คนนอก” ที่ว่า มันน่าสนใจว่ะ - -” เป็นของที่ไหนอ่ะ แล้วกิจกรรมเป็นอย่างไร