You all shall see

วันนี้อ่านบล็อกของพี่มุก และคุณ typhoonkoon ได้ข้อความเด็ดๆ ที่ชอบมา 2 ชุด

“ไม่ใช่ว่า การเขียน คือการหลอกลวงด้วยภาษาที่แตกต่าง เพียงแต่ เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง ได้อ่านสิ่งที่เขียน “ด้วยใจ” แล้วปรับแก้ ให้เหมาะกับสถานการณ์ เหตุการณ์ เพื่อไม่ทำให้เหตุการณ์มันเลวร้าย

บางที อ่านๆ ไปแล้ว อาจจะไม่อยากส่งสิ่งที่เขียน เสียด้วยซ้ำ และ บางที อ่านยังไม่ทันจบ ก็เดาได้เลยว่า คนอ่านจะรู้สึกอย่างไร

หากเราไม่ได้มีเจตนาทำร้ายคนอ่าน ความสละสลวยของภาษา อาจจะจำเป็นก็ได้”

คำพูด* - EscRiBiTioNist

อีกอันหนึ่ง

“การมี “ตัวเลือก” มากๆในสังคมทุกวันนี้ แทนที่จะเป็นสิ่งดี มันกลับทำให้ทุกอย่างมีคุณค่าและความสำคัญน้อยลง นอกจากนั้น ความเชื่อที่ว่าเรามีตัวเลือกมากขึ้นยังเป็นเพียงภาพปลอมๆที่เกิดจากสังคมบริโภคนิยม ยิ่งมีตัวเลือกมากก็ยิ่งมีของดีจริงๆน้อย และเราแค่ถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่าเรามีตัวเลือกเท่านั้น

เคเบิลทีวีที่มีหลายร้อยช่อง ความจริงมีเพียงไม่กี่ช่องที่น่้าดู หนังที่ออกมาปีละหลายร้อยเรื่อง มีเพียงไม่กี่เรื่องที่ดี

ความเยอะ ความใหญ่ ความมากและหลากหลาย หรือว่าจะเป็นแค่ “a big nothing”

A Big Nothing - typhoonkoon

มีคนเคยกล่าวเอาไว้ ว่าการปิดคอมเม้นท์บน Blog นั้น จริงๆ แล้วถือเป็นการดีเสียมากกว่าการเปิดคอมเม้นท์เอาไว้เสียด้วยซ้ำ เพราะว่าปัจจุบันนี้มี Blog มากมายหลากหลาย เรียกได้ว่ามี Blog เขียนกันเกือบทุกคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องเปิดคอมเม้นท์

ความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็อาจจะมีประโยชน์บ้างในการเขียน Blog แต่ในเมื่อทุกๆ คนก็มี Blog เป็นของตัวเองกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็สามารถนำไปเขียนลงบน Blog ตัวเองได้ อีกอย่างเสีย การจะไปตีโพยตีพายใน Blog คนอื่น มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียด้วย การเขียน Blog ยาวๆ เนี่ยแหล่ะครับ นอกจากจะได้เนื้อหามากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณภาพของความคิดเห็นนั้นๆ เข้าไปด้วย ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าอยากจะเขียน แล้วก็กดปุ่มเขียนได้ แต่ต้องขัดเกลาให้ออกมาเป็นหน้าบันทึกที่คนอื่นสามารถอ่านเข้าใจได้ด้วย และครอบคลุมประเด็นที่กล่าวถึงอย่างชัดเจน นั่นแหล่ะครับ ดีกว่าการเสนอความคิดเห็นด้วยความคิดเพียงชั่ววูปที่พิมพ์ลงไปในกล่องคอมเม้นท์นั่นตั้งเยอะ

แต่ผมยังอยากได้ความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นอยู่นะครับ ไม่ต้องตกใจ

วันนี้ผมมาเขียนบันทึก เพราะว่าระหว่างทางกลับบ้านนั้น อดห่วงเรื่องประชุมพรุ่งนี้ไม่ไหว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม แต่เรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินมาตลอด 3 วันนี่ มันชวนให้รู้สึกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นอำนวยการก็เถอะนะ

หลายๆ อย่างดูเหมือนว่าจะกลับเข้าสู่สภาพแย่ๆ อย่างที่มันเคยเป็นประจำก่อนการประชุม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามรุ่นแบบกราฟ Sine ที่พี่คนหนึ่งเคยพูดเอาไว้ล่ะมั้ง ผมดูกี่ทีก็เห็นมันเป็นกราฟ Sine อย่างที่พี่เขาพูดจริงๆ ทุกที สงสัยว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ระหว่างทางกลับบ้านมานี่ ผมคิดไปต่างๆ นาๆ หลายอย่างมาก จริงๆ แล้ว เรียกว่าคิดเพ้อเจ้อไปคนเดียวจะถูกต้องกว่า เพราะว่าส่วนมากจะเป็นจินตนาการของผมมันพาไป ว่าการประชุมพรุ่งนี้มันจะออกมาเป็นแบบโน้นบ้าง แบบนี้บ้าง ผมหวังแค่ว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้นและผมแค่เพ้อฝันไปเองน่ะครับ

ไม่รู้ว่ายังมีใครจำกันได้หรือเปล่า หรือแม้แต่ว่ามีใครสนใจที่จะจำหรือเปล่าด้วยเลย ว่าเป้าหมายของชมรมเราที่ตั้งกันไว้ว่า “SCCU = WE ARE FAMILY” ลืมกันไปหรือยังครับ? ผมยอมรับคนหนึ่งล่ะ ว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่ผมลืมมันไป แต่ตอนนี้ผมจะพยายามจำมันไว้

ที่ค่ายทดลองที่ไปมานี่ พี่เอ็มมานั่งบายศรีกับผม จริงๆ แล้วก็ไม่รู้กี่ครั้งแล้วล่ะครับ ที่ได้บายศรีกับพี่ๆ แต่ทุกปี ทุกครั้งที่ผ่าน คำแนะนำที่ได้มาก็ไม่เคยซ้ำกันเลย และก็มีประโยชน์ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพี่คนไหน จะเป็นพี่ภาคหรือไม่ก็ตาม (พี่ภาคจะได้บายศรีกันบ่อยเป็นพิเศษ เพราะมีทริปภาค)

ปีนี้ผมคุยกับพี่เอ็มเรื่องความสนิทสนมกันในชั้นปี พี่เอ็มก็บอกว่าแท้จริงแล้ว ภายนอกอาจจะดูสนิทสนม แต่ภายในนั้นจริงๆ แล้วมันก็มีตื้นลึกหนาบางอยู่บ้างตามธรรมดาทั่วๆ ไป เพียงแต่ว่าสิ่งที่สำคัญนั้น คือทุกคนพยายาม “สร้าง” ความสนิทสนมตรงนี้ขึ้นมา และผมและเพื่อนๆ ก็ควรจะทำด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่ามองรุ่นพี่ๆ ว่าสนิทกัน แล้วได้แค่เพ้อฝันว่าอยากจะให้เป็นอย่างนั้นบ้าง แต่ไม่เคยทำอะไร

ขอพูดไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันครับ เพราะว่าพรุ่งนี้ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอะไรมาก แล้วก็อย่างที่พี่มุกเขียนเอาไว้ด้วย ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน อีกทั้งผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง อธิบายอะไรใครไม่ค่อยเข้าใจด้วย

sccubanner
my memory will be filled…with these days

สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ ผมอยากจะให้ชมรมมันเป็นครอบครัวน่ะครับ อย่างที่พูดๆ กันไว้ว่า “SCCU = WE ARE FAMILY” ที่พูดไม่ใช่เพราะคิดว่าคนอื่นไม่รู้นะครับ แต่พูดเพราะดูเหมือนว่าทุกคนกำลังจะลืมมันไปแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น เพราะตอนนี้ทุกคนมัวแต่ทำงาน เป็นหัวหลักหัวตอให้รุ่นน้องกันแล้วด้วย อย่าเพิ่งลืมนะครับ แม้ว่างานมันจะออกมาดีเลวสักแค่ไหน

สุดท้ายแล้ว ค่ายมันไม่ได้มีแค่ค่ายแน่นอนครับ แต่ค่ายมีคนในชมรมไปแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ไปทำงานหาเงิน ค่ายมีคนในชมรมไปช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และแสดงน้ำใจที่ดีให้แก่กัน ที่ค่ายเราไปเพื่อเพิ่มเติมความเป็น “เพื่อน” กันให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ใช่บั่นทอนให้มันลดลงนะครับ

ผมหวังว่าผมคงไม่ได้กำลังเพ้อไปคนเดียว แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นความเป็นครอบครัวเกิดขึ้นที่ตรงไหนเลย โดยเฉพาะพรุ่งนี้ที่ดูเหมือนว่าปีเรากำลังจะถูกน้องๆ ไฟแรงทั้งหลายถล่มกันหมด ลองคิดดูสิครับ ตอนที่เราแปะ “SCCU = WE ARE FAMILY” ไว้ที่ชื่อ MSN ของทุกคนนั้น เราตั้งใจจะทำอะไร เราลืมกันไปหมดแล้วหรือยัง? ถ้ายัง ทำไมเวลาผ่านมาตั้งนานแล้ว ผมไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเพิ่มขึ้นบ้างเลย?

เอาเถอะนะ แต่สุดท้ายแล้ว ก็คงเป็นแค่ผมเพ้อฝันไปคนเดียวอีกนั่นแหล่ะ ผมไม่แปลกใจหรอกนะ ถ้าอุดมการณ์หลายๆ อย่าง มันเป็นเพียงบันทึกบนหน้ากระดาษที่ไม่เคยมีใครสนใจ ผมก็แค่รู้สึกว่ามันกำลังจะหายไปแล้ว ก็แค่นั้นเองน่ะครับ

” … แม้ว่าวันคืนที่แสนดีของฉัน มันจะผ่านพ้นไป
แต่ภายในความทรงจำของฉัน
วันคืนเหล่านั้นจะเติมเต็มความทรงจำของฉันเอง … “

กลอนหน้าแรก - พี่เอ็ม ชกศ.

2 Comments

  1. ชอบข้อความนี้

    “ภายนอกอาจจะดูสนิทสนม แต่ภายในนั้นจริงๆ แล้วมันก็มีตื้นลึกหนาบางอยู่บ้างตามธรรมดาทั่วๆ ไป เพียงแต่ว่าสิ่งที่สำคัญนั้น คือทุกคนพยายาม “สร้าง” ความสนิทสนมตรงนี้ขึ้นมา และผมและเพื่อนๆ ก็ควรจะทำด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่ามองรุ่นพี่ๆ ว่าสนิทกัน แล้วได้แค่เพ้อฝันว่าอยากจะให้เป็นอย่างนั้นบ้าง แต่ไม่เคยทำอะไร”

    มนุษย์ฉลาด จนบางแท้ เกินหยั่งถึง

    อย่างฉันเอง.. ยอมรับเลย ว่าสนิทกับใครยาก มีหลายๆ มุมในชีวิต และความคิด จะค่อนข้างปิดตัวเองในบางเรื่อง จะแบ่งภาค ว่าเรื่องไหน พูดกับเพื่อน เรื่องไหนไม่พูด

    และที่แห่งหนึ่งที่ใช้ในการระบาย สิ่งที่ไม่ค่อยได้พูด ก็คือ บล็อก

    มันเลยกลายเป็นว่า จะไม่ได้สนิทกับใครมากกกกกกก เป็นพิเศษ แบบว่า เพื่อนตาย ที่ซี้ย่ำปึก เล่ามันทุกเรื่อง .. ไม่มี

    แต่ถ้าเป็นเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย สิ่งที่พวกเราทำ ก็คือ (เพราะว่าต่างทำงานกันหมดแล้ว คงไม่มีเวลามาเจอกันนัก) การส่งเมล พูดคุย แนะนำ เสนอความคิด ปรึกษาปัญหาการเรียน .. คงเป็นเท่านี้ที่ทำได้ กับการเรียน ป.โท

    จริงๆ ปีหนึ่ง รับ ๒ รุ่น ฉันเรียนรุ่นบี.. การที่ได้สนิทกับหลายๆ คนในรุ่นเอ ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะว่า เรียนไม่ค่อยเหมือนกันมาก แล้วรุ่นเอ ก็น่ารักเชียว ถามเรื่องการเรียน ก็อธิบายหมด

    เลยอยากให้มีสัมพันธภาพที่ดีอย่างนี้ ในรุ่นต่อๆ ไปเหมือนกัน

    (นอกเรื่องไปแล้ววว ๕๕๕)

  2. กรรม พิมพ์ผิด.. ลืมเกลาก่อนไหมเนี่ย.. เฮ่อ..

    มนุษย์ฉลาด จนบางแท้ เกินหยั่งถึง << *มนุษย์ฉลาด จนบางที เกินหยั่งถึง

Leave a Reply