หนังสือไร้ประโยชน์
มีอยู่ช่วงนึงช่องทางข่าวสารพาให้ผมไปเจอเว็บ PaperbackSwap ครับ ซึ่งแว่บแรกที่เปิดเข้าไปดูก็คิดเลยว่า "เฮ่ย ไอเดียแม่งเจ๋งว่ะ" มันคือชุมชนการแลกเปลี่ยนหนังสือครับ
วิธีการเอาหนังสือจากเว็บนี้ก็คือ คุณสมัครสมาชิก แล้วก็ใส่รายการไว้ว่าคุณมีหนังสืออะไรบ้างที่อยากจะแลก เสร็จแล้วถ้ามีคนอยากได้หนังสือที่คุณลงรายการไว้ ก็ส่งหนังสือเล่มนั้นไปให้เขาทางจดหมายครับ แล้วเมื่ออีกฝ่ายยืนยันว่าได้รับหนังสือแล้วเรียบร้อย คุณก็จะได้รับแต้มมาใช้แลกเอาหนังสือจากคนอื่นได้
จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลยครับ มันเป็นแค่การแลกหนังสือกันทางจดหมายเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า PaperbackSwap ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ช่วยควบคุม จัดการ และเป็นสื่อกลางให้
มีอีกตัวอย่างนึงที่คล้ายๆ กันก็คือ Netflix ครับ รายนี้ไม่ได้เน้นชุมชนแต่ทำเป็นการค้าเลย เขาเป็นบริษัทให้เช่าวีดีโอครับ ให้เช่าเป็นแผ่นๆ เหมือนร้านเช่าทั่วไปนั่นแหล่ะ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ เขาจะส่งแผ่นให้คุณทางจดหมายถึงบ้านเลย ไม่ต้องลุกไปไหนครับ และคุณจะเก็บแผ่นไว้ดูนานเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่คุณอยากจะเก็บไว้ ไม่มีค่าส่งคืนสายใดๆ ทั้งสิ้น มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่า ถ้าคุณจะเช่าเพิ่มคุณจะต้องส่งแผ่นเก่าคืนมาทางไปรษณีย์ก่อนครับ (Netflix เขาจะให้ซองส่งกลับมาด้วย คล้ายๆ กับบริการธุรกิจตอบรับ) ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นไอเดียที่เจ๋งมากเลย
ผมชอบธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มีข้อเสียต่างๆ นาๆ ไม่ใช่หุ่นยนตร์ที่จะสามารถทำทุกอย่างได้ตามกฏเกณฑ์เป๊ะๆ ครับ
ธุรกิจอย่างเช่น PaperbackSwap และ Netflix ที่สร้างความเชื่อใจกันด้วยวิธีง่ายๆ แทนการตั้งกฏเกณฑ์ข้อกฏหมายที่บังคับยังไงก็ไม่ได้ผล เพราะลืมคิดว่าไปว่ามนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนตร์
อารัมภบทเยอะไปหน่อย แต่จะได้เข้าใจที่มาที่ไปครับ เข้าเรื่องดีกว่า
การบริจาคหนังสือในประเทศไทย
ผมเชื่อว่าทุกคนที่เคยได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย จะต้องได้ทำกิจกรรมไม่มากก็น้อยครับ หลายคนแม้ว่าจะไม่เคยได้ทำกิจกรรมอะไรเลย อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนในกลุ่มที่ได้ทำล่ะ หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นก็คือการรับบริจาคหนังสือให้น้องๆ ครับ
ผมไม่เห็นด้วยกับการบริจาคหนังสือแบบนั้นครับ
ในความเห็นของผม ปัญหาอีกอันที่สำคัญกว่าที่จะทำให้ชาติเราก้าวหน้าได้จริงๆ คือการใฝ่หาความรู้ความรู้ครับ ในที่นี้ก็คือเราจะทำอย่างไรให้น้องๆ ในต่างจังหวัด (และแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็ตาม) มี "ความรักในการอ่านหนังสือ" ครับ
การเอาหนังสือจำนวนมากไปทิ้งไว้ในที่ที่ไม่เคยมีหนังสืออาจเป็นสิ่งดีก็จริง แต่อย่างนี้มีปัญหาสองประการครับ:
อย่างแรกคือ ความรักในการอ่านหนังสือ ครับ - ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีหนังสือที่ตัวเองสนใจอ่านในปริมาณมากไม่ขาดมือ ผมนึกคำศัพท์ภาษาไทยไม่ออก ขอเรียกว่าเป็น "Concentration" ของหัวข้อหนังสือแล้วกันนะครับ หนังสือ 100 เล่ม ที่หัวข้อไม่ตรงกันเลย จะมีคนมานั่งอ่านหมดเหรอครับ?
อ่านแค่เล่มเดียวมันจะไปได้ประโยชน์อะไรครับ เผลอๆ อาจจะให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่ผิดๆ หรือให้ความฝันลมๆ แล้งๆ กับคนเหล่านั้นโดยเปล่าประโยชน์ซะด้วยซ้ำครับ หนังสือก็เหมือนแหล่งข่าวสารนั่นแหล่ะครับ ควรมีการตกผลึกจากหลายๆ แหล่ง
อย่างที่สองก็คือ คุณภาพของหนังสือ ครับ - ซึ่งจะมีไม่มาก เนื่องจากเป็นหนังสือบริจาค หนังสือดีๆ ที่มีคุณค่ามีใครเคยเอาไปบริจาคใส่กล่องกระดาษกังๆ กันเหรอครับ? อีกปัญหาก็คือความทันต่อเหตุการณ์ครับ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ข่าวสาร เหตุการณ์ ไปไวเท่าความเร็วแสง การให้หนังสือที่ไม่ทันสมัย บางทีก็เหมือนกับการไม่ให้อะไรเลยนั่นแหล่ะครับ เพราะกว่าหนังสือเหล่านั้นจะกลายเป็นหนังสือบริจาค แล้วถูกบริจาคไปต่างจังหวัด หนังสือเหล่านั้นก็คงจะหมดคุณค่าไปอย่างน้อยกึ่งหนึ่งแล้ว
ทั้งสองข้อนี้ไปด้วยกันครับ คือถ้าไม่มีหนังสือที่มีคุณภาพ และมีหลายๆ เล่มในหัวข้อที่เราสนใจ ความรักในการอ่านหนังสือก็คงจะไม่เกิด การใฝ่หาความรู้ก็คงจะไม่เกิดครับ
ด้วยทั้งสองข้อนี้ ผมคิดว่าการเอาหนังสือบริจาคไปให้โรงเรียนต่างจังหวัดเป็นการแก้ปัญหาที่เจตนาดี แต่แก้ปัญหาไม่ได้ผลครับ (not effective) และด้วยการที่ไปเจอ PaperbackSwap มา ก็เลยมีความคิดว่า ถ้าเราสามารถนำกระบวนการของเขา มาทำในประเทศไทยได้ คงจะดีไม่น้อยครับ
ถ้าเราสามารถฝังตัวเองเป็นคนกลางในการแลกเปลี่ยนหนังสือที่มีคุณภาพดีๆ ในปริมาณมากได้ เราอาจจะช่วยพัฒนาประเทศได้แบบยั่งยืนเลยทีเดียวล่ะครับ
แผน
หลังจากลองโม้ๆ ให้ @ganok_tor และเพื่อนๆ อีกสองสามคนฟัง ผมขอเสนอแผนธุรกิจ 2 แผนครับ:
แผนแรก คือการแลกเปลี่ยนหนังสือครับ ใช้ระบบเดียวกันกับ Paperbackswap แต่ต่างกันตรงที่เราจะให้เลือกหนังสือจากกองกลาง แทนที่จะเลือกจากรายการของคนอื่น โดยมีข้อแม้ว่าถ้าจะยืมหนังสือจากกองกลางหนึ่งเล่ม คุณจะต้องส่งหนังสือมาให้เราหนึ่งเล่มครับ
คงสงสัยว่าหนังสือแต่ละเล่มจะตีมูลค่าให้เท่ากันได้อย่างไร? ผมก็ลองมองไปที่ PaperbackSwap ครับ เขาสามารถอยู่ได้เพราะว่าคนที่จะยืมหนังสือได้นั้น จะต้องมีหนังสือที่คนอื่นต้องการก่อน 1 เล่ม ตรงนี้นี่เองที่ทำให้คัดหนังสือที่คุณภาพต่ำออกไปจากระบบได้ครับ เพราะคุณจะยืมหนังสือไม่ได้ ถ้าคุณไม่ได้มีหนังสือที่คนอื่นอยากได้อยู่แล้วแต่แรก
ส่วนสำหรับเราที่มีกองกลาง เราก็สามารถใช้ระบบคล้ายๆ กันได้ครับ โดยหนังสือที่ส่งเข้ามา เราก็จะแปลงเป็นคะแนนที่เป็นสัดส่วนกับจำนวนของคนที่ยืมเล่มนั้นไป ถ้ามีคนยืมมากก็จะได้คะแนนมาก แล้วคะแนนนี้ก็จะนำไปแลกหนังสือได้ปริมาณมากขึ้นครับ หนังสือที่มีคนอยากได้เยอะ ก็จะมีคะแนนในการยืมเยอะตามไปด้วยเช่นกัน
อาจจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเดือนละไม่กี่สตางค์ ให้เพียงพอกับค่าส่งไปรษณีย์และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ในการดำเนินกิจการครับ
วิธีการนี้จะทำให้เรามีกองกลางของหนังสือที่มีคุณภาพ ซึ่งเราสามารถนำไปทำให้เกิดประโยชน์ได้ครับ วิธีการนี้แตกต่างจากการบริจาคหนังสือธรรมดาตรงที่เราจะได้หนังสือที่มีคุณภาพและทันสมัย ไม่ล้าหลังไปจากหนังสือจากเล่มที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันมากนัก พอสมาชิกเริ่มหันไปอ่านหนังสือเล่มต่อไป เราก็จะได้เล่มที่ทันสมัยน้อยกว่ามาทันที และวิธีนี้จะทำให้มี Concentration ของหัวข้อครับ เกิดจาก Concentration ของคนอ่านนั่นเอง
แผนที่สอง คือเหมือนกับแผนแรก แต่แทนที่จะเก็บค่ารายเดือน เราเก็บตามมูลค่าของหนังสือแทนครับ โดยวัดจากแหล่งภายนอกเช่น Amazon หรือว่า SE-ED หรือร้านนายอินทร์ เป็นต้น การส่งหนังสือมาให้เรา 1 เล่มคุณจะได้แต้มเท่ากับราคาของหนังสือเล่มนั้น แล้วแต้มนี้สามารถนำไปแลกหนังสือเล่มใหม่ได้ครับ
ข้อนี้มีข้อดีเหมือนกับแผนแรก แต่แตกต่างกันตรงที่เราสามารถทำตัวเป็นผู้จัดจำหน่ายได้ครับ (Publisher) เราสามารถเอาหนังสือออกใหม่มาวางให้แลกได้เร็วกว่า ซึ่งจะทำให้เรามีหนังสือมาสนองความต้องการของคนอ่านในเมืองได้เร็วกว่าครับ แต่ก็มีข้อเสียก็คือความปวดหัวที่ตามมากับการบริการตรงนี้ และแผนการเงิน ซึ่งอาจจะไม่ชัดเจนหรือยั่งยืนเท่าแผนแรก
!
ทุกคนที่ผมชวนมาอ่านตรงนี้ มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? ยิงให้พรุ่นได้เลย เพราะคิดว่าอาจจะเล็งทำอันนี้จริงจังครับ ประกอบกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งหลายก็รู้สึกว่าจะเป็นเด็กกิจกรรมกันทั้งนั้น :)